ภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญต่อมนุษย์ เพราะเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เป็นหัวใจของการถ่ายทอดความรู้ ความเชื่อ คติธรรม และวัฒนธรรมของมนุษย์ มีข้อควรสังเกตเกี่ยวกับภาษาดังนี้
1. ภาษาใช้เสียงสื่อความหมาย เป็นการพูดเพื่อสื่อความหมายอย่างมีระเบียบกฎเกณฑ์ที่เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย โดยใช้เสียง สัญลักษณ์เป็นสื่อ สำหรับในความหมายแคบ ให้ถือว่าเสียงพูด เป็นสื่อความหมาย ทั้งนี้ เสียงกับความหมาย ต้องขึ้นอยู่กับการตกลงกันของแต่ละกลุ่ม เช่น คนญี่ปุ่น เรียกบ้านว่า คน, คนเขมร เรียก ผะผทะ (เผ-ตี-ยะห์) คนฝรั่งเศสเรียก เมซอง แต่คำกับภาษาก็ยังมีส่วนสัมพันธ์กัน เช่น คำที่เลียนเสียงธรรมชาติ
2. การประกอบกันของหน่วยในภาษา หน่วยภาษาของมนุษย์สามารถเพิ่มจำนวนคำ หรือเปลี่ยนการเรียงคำได้เช่น ใครไปหาให้ หาใครไปให้ ให้ใครไปหา ไปหาให้ใคร ใครหาไปให้ ให้หาใครไป ไปให้ใครหา หาให้ใครไป ไปหาใครให้ ใครให้ไปหา ฯลฯ หรือเพิ่มการรวม ซ้อนกันของประโยค เช่น
- แม่ซื้อแหวน
- แม่ซื้อแหวนอยู่ที่ร้าน
- แม่ซื้อแหวนอยู่ที่ร้านที่ร้านขายเครื่องประดับ
3. ภาษามีการเปลี่ยนแปลง อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนความหมาย เปลี่ยนคำที่ใช้ร่วมกัน การได้รับอิทธิพลของภาษาอื่น เป็นต้น
4. ภาษาทั่วโลก มีลักษณะที่คล้ายคลึง และแตกต่างกันดังนี้
ลักษณะที่เหมือนกัน
ทุกภาษาใช้เสียงสื่อความหมาย โดยมีทั้งเสียงสระ และเสียงพยัญชนะ
- สามารถสร้างศัพท์ใหม่ จากการประสมของศัพท์เดิม
- แต่ละภาษามีสำนวนใช้
- แต่ละภาษามีคำชนิดต่าง ๆ คล้ายกัน เช่น มีคำนาม คำกริยา คำขยายนาม
- แต่ละภาษา มีวิธีขยายประโยคให้ยาวไปเรื่อย ๆ
- แต่ละภาษามีวิธีแสดงความคิดล้าย ๆ กัน มีประโยคคำถาม คำสั่ง
- แต่ละภาษามีการเปลี่ยนไปตามกาล เวลา
ลักษณะที่ต่างกัน
- ด้านเสียง เช่นภาษาอังกฤษ มีเสียง z, th ซึ่งภาษาไทยไม่มี
- ด้านเสียง ภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต์ เอก โท ตรี จัตวา แต่ภาษาอื่น อาจจะมีหรือไม่มี
- ด้านไวยากรณ์ ภาษาไทย อังกฤษ มีการเรียงประโยคแบบ ประธาน กริยา กรรม แต่ในภาษาอื่นเช่น ภาษาญี่ปุ่น เรียงแบบ ประธาน กรรม กริยา
ประเภทของภาษา
ภาษาเป็นเครื่องหมายที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาอย่างมีระบบเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกันในแต่ละกลุ่ม แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. วัจนภาษา 2. อวัจนภาษา
วัจนภาษา คือ ภาษาที่เป็นถ้อยคำสำหรับใช้สื่อสารทั้งที่เป็นคำพูดหรือเป็นตัวหนังสือ
อวัจนภาษา คือ ภาษาที่ไม่เป็นถ้อยคำ เป็นการสื่อสารกันโดยใช้กิริยาท่าทางหรือเครื่องหมายสัญลักษณ์ต่างๆ
ลักษณะทั่วไปหรือลักษณะสากลของภาษา
แบ่งออกเป็น 3 ประเด็น คือ
ภาษาใช้เสียงสื่อความหมาย เช่น : - แม่ (ไทย), mother (อังกฤษ) ฯลฯ
ภาษาประกอบด้วยหน่วยเล็กไปจนถึงหน่วยใหญ่ เช่น : - เสียง (สระ, พยัญชนะ, วรรณยุกต์) >>> พยางค์ >>> คำ ? กลุ่มคำ >>> ประโยค >>> เรื่องราว
ภาษามีการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ :
เปลี่ยนจากการพูดจาในชีวิตประจำวัน เช่น : - หมากม่วง >>> มะม่วง, สิบเอ็ด >>> สิบเบ็ด, นกจอก >>> นกกระจอก, โจน >>> กระโจน
เปลี่ยนเนื่องจากอิทธิพลของภาษาต่างประเทศ เช่น : - ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ได้แก่ ฟุตบอล คอมพิวเตอร์ เทคนิค ฯลฯ หรือการนำสำนวนภาษาต่างประเทศมาใช้ ได้แก่ สนใจใน … , เข้าใจใน … , ในความคิดของ ฉัน … , ทุกสิ่งทุกอย่าง … ฯลฯ
เปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อม เช่น : - พูดตามสมัย ได้แก่ : - กิ๊ก ปิ๊ง ฯลฯ หรือเลียนเสียงเด็ก ได้แก่ : - ม่ายอาว (ไม่เอา), อาหย่อย (อร่อย) ฯลฯ
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553
ปัญหาเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมา
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เศรษฐกิจไทยมีความผูกพันธ์กับเศรษฐกิจโลกในระดับสูงมาเป็นระยะเวลายาวนานดังจะเห็นจากตัวอย่างในอดีตในช่วง หลังวิกฤตการณ์น้ำมัน เศรษฐกิจทั่วโลกซึ่งอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ซึ่งส่งผลกระทบให้กับเศรษฐกิจไทยด้วย อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันผลกระทบที่จะส่งผลร้ายแรงต่อเศ รษฐกิจไทย ประเทศไทยจึงมีการปรับแผนการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้ามาเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก เพื่อลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และผลจากการเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจดังกล่าว ได้ส่งผลทำให้สัดส่วนมูลค่าการส่งออกใน GDP สูงขึ้นมาโดยตลอด
การส่งออกจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย และทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงขึ้น เมื่อพิจารณาทางด้านโครงสร้างสินค้าส่งออกของไทยได้เริ่มมีการปรับจากโครงสร้างการผลิตทางการเกษตรมาเป็นการผลิตทางด้านอุตสาหกรรมมากขึ้น
อัตราส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (จากกราฟ แสดงสัดส่วน : ร้อยละต่อ GDP) และเนื่องจากการส่งออกเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญให้กับประเทศ และนอกจากนั้น ยังเป็นองค์ประกอบในบัญชีเดินสะพัด ในขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีการขาดดุล มาโดยตลอด โดยจะขาดดุลมากหรือน้อยก็ขึ้นกับการขยายตัวของการส่งออกและการนำเข้า หากปีใดที่มีการขยายตัวของการส่งออกต่ำ ก็จะทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงขึ้น
ปัจจุบันอัตราการเจริญเติบโตของการส่งออกของเราชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งใน ปี พ.ศ. 2539 ที่ผ่านมาอยู่ในระดับ 0 % การลดลงของการส่งออกนี้เองจะเป็นผลให้การขาดดุลบัญชีดุลการค้าเพิ่มขึ้น และทำให้ฐานะทางการเงินระหว่างประเทศของเราแย่ลง เหตุผลที่ทำให้ก ารส่งออกของเราลดลงก็มาจากหลายสาเหตุ เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งมีผลทำให้การค้าขายระหว่างประเทศลดลง ปัญหาทางด้านการกีดกันการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีผลมาจากการถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้าของไทย เพราะประเทศไทยได้มีการพัฒนาการผลิตการสินค้าเกษตร จนก ระทั่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมากขึ้น จนกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ทำให้รายได้ ประชาชาติสูงขึ้น จนถึงระดับที่ไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า
จากปัญหาการส่งออกได้มีมากขึ้นจนกระทั่งในช่วง 2 - 3ปีที่ผ่านมาจากการขยายตัวของการส่งออกลดระดับลงมาจนถึง 0 % ซึ่งอาจจะนับได้ว่าเป็นวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง ปัญหาการส่งออกของไทยมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ปัญหาภายนอกที่สำคัญ เช่น การ ชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การกีดกันทางการค้าของประเทศต่าง ๆ และการกำหนดมาตรฐานของสินค้าที่สูงขึ้น ส่วนทางด้านปัจจัยภายใน เช่น ความเหมาะสมของนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่ผ่านมา เรามีปัญหาทางด้านการเงินมากพอสมควร ประกอบกับความผันผวนของอัตรา แลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้เสถียรภาพทางการเงินของไทยแย่ลง ทางด้านต้นทุนการผลิตสินค้าซึ่งเรามีการผลิตที่ใช้แรงงานเป็นหลัก ปัญหาค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ทันสมัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลถึงคว ามสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีการค้าโลก
ด้วยเหตุที่ปัญหาการส่งออกนับเป็นปัญหาที่สำคัญเพราะเป็นแหล่งที่มาของรายได้ ที่สำคัญของประเทศไทย การที่จะปล่อยให้ปัญหาดังกล่าวเรื้อรังอยู่ก็จะทำให้เสียรายได้จากส่วนนี้ไป และส่งผลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ ดังนั้น จึงต้องพยายามเร่งแก้ไขปัญหาการส่งออก โดย ร่วมมือกันจากทุก ๆ ฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน
การส่งออกจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย และทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงขึ้น เมื่อพิจารณาทางด้านโครงสร้างสินค้าส่งออกของไทยได้เริ่มมีการปรับจากโครงสร้างการผลิตทางการเกษตรมาเป็นการผลิตทางด้านอุตสาหกรรมมากขึ้น
อัตราส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (จากกราฟ แสดงสัดส่วน : ร้อยละต่อ GDP) และเนื่องจากการส่งออกเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญให้กับประเทศ และนอกจากนั้น ยังเป็นองค์ประกอบในบัญชีเดินสะพัด ในขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีการขาดดุล มาโดยตลอด โดยจะขาดดุลมากหรือน้อยก็ขึ้นกับการขยายตัวของการส่งออกและการนำเข้า หากปีใดที่มีการขยายตัวของการส่งออกต่ำ ก็จะทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงขึ้น
ปัจจุบันอัตราการเจริญเติบโตของการส่งออกของเราชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งใน ปี พ.ศ. 2539 ที่ผ่านมาอยู่ในระดับ 0 % การลดลงของการส่งออกนี้เองจะเป็นผลให้การขาดดุลบัญชีดุลการค้าเพิ่มขึ้น และทำให้ฐานะทางการเงินระหว่างประเทศของเราแย่ลง เหตุผลที่ทำให้ก ารส่งออกของเราลดลงก็มาจากหลายสาเหตุ เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งมีผลทำให้การค้าขายระหว่างประเทศลดลง ปัญหาทางด้านการกีดกันการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีผลมาจากการถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้าของไทย เพราะประเทศไทยได้มีการพัฒนาการผลิตการสินค้าเกษตร จนก ระทั่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมากขึ้น จนกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ทำให้รายได้ ประชาชาติสูงขึ้น จนถึงระดับที่ไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า
จากปัญหาการส่งออกได้มีมากขึ้นจนกระทั่งในช่วง 2 - 3ปีที่ผ่านมาจากการขยายตัวของการส่งออกลดระดับลงมาจนถึง 0 % ซึ่งอาจจะนับได้ว่าเป็นวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง ปัญหาการส่งออกของไทยมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ปัญหาภายนอกที่สำคัญ เช่น การ ชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การกีดกันทางการค้าของประเทศต่าง ๆ และการกำหนดมาตรฐานของสินค้าที่สูงขึ้น ส่วนทางด้านปัจจัยภายใน เช่น ความเหมาะสมของนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่ผ่านมา เรามีปัญหาทางด้านการเงินมากพอสมควร ประกอบกับความผันผวนของอัตรา แลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้เสถียรภาพทางการเงินของไทยแย่ลง ทางด้านต้นทุนการผลิตสินค้าซึ่งเรามีการผลิตที่ใช้แรงงานเป็นหลัก ปัญหาค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ทันสมัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลถึงคว ามสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีการค้าโลก
ด้วยเหตุที่ปัญหาการส่งออกนับเป็นปัญหาที่สำคัญเพราะเป็นแหล่งที่มาของรายได้ ที่สำคัญของประเทศไทย การที่จะปล่อยให้ปัญหาดังกล่าวเรื้อรังอยู่ก็จะทำให้เสียรายได้จากส่วนนี้ไป และส่งผลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ ดังนั้น จึงต้องพยายามเร่งแก้ไขปัญหาการส่งออก โดย ร่วมมือกันจากทุก ๆ ฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน
วรรณกรรมพื้นบ้าน
วรรณกรรมพื้นบ้าน หมายถึง ผลงานที่เกิดขึ้นจากการใช้ภาษาโดยการพูดและการเขียนของกลุ่มชนในแต่ละท้องถิ่น เช่น วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือ วรรณกรรมพื้นบ้านภาคอีสาน วรรณกรรมพื้นบ้านภาคใต้ เป็นต้น ซื่งในแต่ละท้องถิ่นก็จะใช้ภาษาพื้นบ้านในการถ่ายทอดเป็นเอกลักษณ์
วรรณกรรมที่สื่อเรื่องราวด้านต่างๆ ของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น จารีตประเพณี ชีวิตความเป็นอยู่ สภาพเศรษฐกิจและสังคม ทัศนคติ ค่านิยม ตลอดจนความเชื่อต่างๆ ของบรรพบุรุษ อันเป็นพื้นฐานของความคิดและพฤติกรรมของคนในปัจจุบัน
ลักษณะของวรรณกรรมพื้นบ้าน
1.เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาจากมุขปาฐะ คือ เป็นการเล่าสืบต่อกันมาจากปากต่อปากและแพร่หลายกันอยู่ในกลุ่มชนท้อถิ่น
2.เป็นแหล่งข้อมูลที่บันทึกข้อมูลด้านขนบธรรมเนียมประเพณีของกลุ่มชนท้องถิ่น อันเป็นแบบฉบับให้คนยุคต่อมาเชื่อถือและปฏิบัติตาม
3.มักไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง เพราะเป็นเรื่องที่บอกเล่าสืบต่อกันมาจากปากต่อปาก
4.ใช้ภาษาท้องถิ่น ลักษณะถ้อยคำเป็นคำง่ายๆ สื่อความหมายตรงไปตรงมา
5.สนองความต้องการของกลุ่มชนในท้องถิ่น เช่น
1.เพื่อความบันเทิง
2.เพื่ออธิบายสิ่งที่คนในสมัยนั้นยังไม่เข้าใจ
3.เพื่อสอนจริยธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีและพฤติกรรมด้านต่างๆ
ประเภทของวรรณกรรมพื้นบ้าน
1.จำแนกโดยอาศัยเขตท้องถิ่นได้ ๔ ประเภท คือ
1.วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือ (วรรณกรรมล้านนา)
2.วรรณกรรมพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3.วรรณกรรมพื้นบ้านภาคใต้
4.วรรณกรรมพื้นบ้านภาคกลาง
2.จำแนกตามวิธีการบันทึก ได้ ๒ ประเภท คือ
1.วรรณกรรมมุขปาฐะ หมายถึง วรรณกรรมที่ใช้วิธีเล่าจากปากต่อปาก ไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
2.วรรณกรรมลายลักษณ์อักษร หมายถึง วรรณกรรมที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรดจนความเชื่อต่างๆ ของบรรพบุรุษ อันเป็นพื้นฐานของความคิดและพฤติกรรมของคนในปัจจุบัน
ประเภทวาจา คือ วรรณกรรมที่ใช้วิธีการถ่ายทอด หรือสื่อสารต่อกันด้วยภาษาพูด โดยการบอกกล่าวเล่าสู่กันฟัง การสนทนาซักถาม การอบรมสั่งสอน รวมถึงการขับร้องเป็นท่วงทำนองต่าง ๆ ได้แก่ นิทาน, บทเพลง เช่น ฮ่ำ จ๊อย และ ซอ, ภาษา สำนวน คำพังเพย หรือคำคมต่าง ๆ, ปริศนาคำทาย, คำเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว หรือ คำอู้บ่าวอู้สาว หรือ คำค่าวคำเครือ, โวหารหรือคำกล่าวเนื่องในโอกาสต่าง ๆ เช่น คำเวนตาน คำฮ้องขวัญ
ประเภทลายลักษณ์ คือ วรรณกรรมที่ใช้วิธีถ่ายทอดหรือสื่อสารต่อกันด้วยภาษาเขียน โดยมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือในอดีตจะบันทึกด้วย ตัวอักษรธรรม และ ตัวอักษรฝักขาม มีเนื้อหาและรูปแบบคำประพันธ์ที่หลากหลาย การแบ่งประเภทของวรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือที่เป็นลายลักษณ์ อาจจะแบ่งได้ดังนี้
- ตามวัตถุที่ใช้บันทึก มี 3 ประเภท ได้แก่ ศิลาจารึก ใบลาน และปั๊บสา (สมุดกระดาษสาหรือสมุดไทย)
- แบ่งตามรูปแบบคำประพันธ์ ได้แก่ วรรณกรรมร้อยแก้วและวรรณกรรมร้อยกรอง ซึ่งเท่าที่พบมี 3 ประเภท คือ โคลง ร่าย และค่าว (หรือค่าวซอ)
- แบ่งตามเนื้อหาของเรื่อง ส่วนใหญ่แล้วเนื้อหาในวรรณกรรมลายลักษณ์มักจะเกี่ยวพันกับพุทธศาสนา แต่ก็มีเนื้อหาที่หลายหลายไม่น้อย แบ่งได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ คือ วรรณกรรมประเภทนิทานชาดก, วรรณกรรมประเภทประวัติและตำนาน, วรรณกรรมประเภทคำสอน, วรรณกรรมประเภทตำรับตำราต่าง ๆ เช่น ตำราดูฤกษ์ยาม โหราศาสตร์ กฎหมาย ประเพณีพิธีกรรมต่าง ๆ และ วรรณกรรมประเภทแสดงอารมณ์รัก เช่น ค่าวพญาพรหม เป็นต้น
วรรณกรรมที่สื่อเรื่องราวด้านต่างๆ ของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น จารีตประเพณี ชีวิตความเป็นอยู่ สภาพเศรษฐกิจและสังคม ทัศนคติ ค่านิยม ตลอดจนความเชื่อต่างๆ ของบรรพบุรุษ อันเป็นพื้นฐานของความคิดและพฤติกรรมของคนในปัจจุบัน
ลักษณะของวรรณกรรมพื้นบ้าน
1.เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาจากมุขปาฐะ คือ เป็นการเล่าสืบต่อกันมาจากปากต่อปากและแพร่หลายกันอยู่ในกลุ่มชนท้อถิ่น
2.เป็นแหล่งข้อมูลที่บันทึกข้อมูลด้านขนบธรรมเนียมประเพณีของกลุ่มชนท้องถิ่น อันเป็นแบบฉบับให้คนยุคต่อมาเชื่อถือและปฏิบัติตาม
3.มักไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง เพราะเป็นเรื่องที่บอกเล่าสืบต่อกันมาจากปากต่อปาก
4.ใช้ภาษาท้องถิ่น ลักษณะถ้อยคำเป็นคำง่ายๆ สื่อความหมายตรงไปตรงมา
5.สนองความต้องการของกลุ่มชนในท้องถิ่น เช่น
1.เพื่อความบันเทิง
2.เพื่ออธิบายสิ่งที่คนในสมัยนั้นยังไม่เข้าใจ
3.เพื่อสอนจริยธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีและพฤติกรรมด้านต่างๆ
ประเภทของวรรณกรรมพื้นบ้าน
1.จำแนกโดยอาศัยเขตท้องถิ่นได้ ๔ ประเภท คือ
1.วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือ (วรรณกรรมล้านนา)
2.วรรณกรรมพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3.วรรณกรรมพื้นบ้านภาคใต้
4.วรรณกรรมพื้นบ้านภาคกลาง
2.จำแนกตามวิธีการบันทึก ได้ ๒ ประเภท คือ
1.วรรณกรรมมุขปาฐะ หมายถึง วรรณกรรมที่ใช้วิธีเล่าจากปากต่อปาก ไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
2.วรรณกรรมลายลักษณ์อักษร หมายถึง วรรณกรรมที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรดจนความเชื่อต่างๆ ของบรรพบุรุษ อันเป็นพื้นฐานของความคิดและพฤติกรรมของคนในปัจจุบัน
ประเภทวาจา คือ วรรณกรรมที่ใช้วิธีการถ่ายทอด หรือสื่อสารต่อกันด้วยภาษาพูด โดยการบอกกล่าวเล่าสู่กันฟัง การสนทนาซักถาม การอบรมสั่งสอน รวมถึงการขับร้องเป็นท่วงทำนองต่าง ๆ ได้แก่ นิทาน, บทเพลง เช่น ฮ่ำ จ๊อย และ ซอ, ภาษา สำนวน คำพังเพย หรือคำคมต่าง ๆ, ปริศนาคำทาย, คำเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว หรือ คำอู้บ่าวอู้สาว หรือ คำค่าวคำเครือ, โวหารหรือคำกล่าวเนื่องในโอกาสต่าง ๆ เช่น คำเวนตาน คำฮ้องขวัญ
ประเภทลายลักษณ์ คือ วรรณกรรมที่ใช้วิธีถ่ายทอดหรือสื่อสารต่อกันด้วยภาษาเขียน โดยมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือในอดีตจะบันทึกด้วย ตัวอักษรธรรม และ ตัวอักษรฝักขาม มีเนื้อหาและรูปแบบคำประพันธ์ที่หลากหลาย การแบ่งประเภทของวรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือที่เป็นลายลักษณ์ อาจจะแบ่งได้ดังนี้
- ตามวัตถุที่ใช้บันทึก มี 3 ประเภท ได้แก่ ศิลาจารึก ใบลาน และปั๊บสา (สมุดกระดาษสาหรือสมุดไทย)
- แบ่งตามรูปแบบคำประพันธ์ ได้แก่ วรรณกรรมร้อยแก้วและวรรณกรรมร้อยกรอง ซึ่งเท่าที่พบมี 3 ประเภท คือ โคลง ร่าย และค่าว (หรือค่าวซอ)
- แบ่งตามเนื้อหาของเรื่อง ส่วนใหญ่แล้วเนื้อหาในวรรณกรรมลายลักษณ์มักจะเกี่ยวพันกับพุทธศาสนา แต่ก็มีเนื้อหาที่หลายหลายไม่น้อย แบ่งได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ คือ วรรณกรรมประเภทนิทานชาดก, วรรณกรรมประเภทประวัติและตำนาน, วรรณกรรมประเภทคำสอน, วรรณกรรมประเภทตำรับตำราต่าง ๆ เช่น ตำราดูฤกษ์ยาม โหราศาสตร์ กฎหมาย ประเพณีพิธีกรรมต่าง ๆ และ วรรณกรรมประเภทแสดงอารมณ์รัก เช่น ค่าวพญาพรหม เป็นต้น
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
